Narnia

Prince Caspian opening day...

posted on 18 May 2008 20:44 by kawpevensie  in Narnia

เปิดตัวไปแล้วในสหรัฐอเมริกาสำหรับภาพยนตร์มหากาพย์แฟนตาซีสร้างจากหนังสือของ C.S.Lewis  The chronicles of Narnia: Prince Caspian เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม...งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นมากกว่าภาคแรกเห็นๆ  เพราะก่อนหน้านี้ดิสนีย์โปรโมตหนังผ่านทางทีวีแบบที่เรียกว่าคลิปมาเว้นวันสองวัน  แต่ดูเหมือนจะสูญเสียผู้ชมที่เป็นเด็กๆซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรายได้ไปนะ??...

เพราะ Opening day ของหนังเรื่องนี้ต่ำเกินคาดสำหรับช่วงซัมเมอร์ซึ่งหนังฟอร์มใหญ่ฟอร์มดีเข้าเรื่องไหนจะบอมพ์ตลอด  แต่กลายเป็นว่า Prince Caspian รับทรัพย์วันแรกไปเพียง 19 กว่าล้านเหรียญ  น้อยกว่าภาคแรกถึง 5 ล้านดอลลาร์  ทำให้น่าเป็นห่วงอยู่

จะเห็นได้ว่า Iron man ยังรับเงินแหลกลานอยู่ 

ถ้าให้วิเคราะห์ตรงๆ  หนังสูญเสียผู้ชมเด็กๆแหละครับ...

แต่จะยอมให้หนังกลายเป็นใสปิ๊งเพื่อแลกกับรายได้หรือ?...

ไม่ครับ..ดิสนีย์คิดไว้อยู่แล้วในเรื่องนี้  ว่ายังไงต้องเสียผู้ชมส่วนนี้ไปแน่นอน  แต่การทำภาคสองคือเอาใจผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าหนัง Darker , Grittier , More Intense , More Violence  และลดสีสันลง  ซึ่งในส่วนนี้ทำสำเร็จอย่างไม่ต้องกังวล เพราะขนาดวัยรุ่นบางคนยังบอก "โหด" !!

จริงหรือ....ทั้งๆที่ได้เรท PG ...ที่เขียนต่อท้ายว่า Epic battle and Violence

อันที่จริง...บทวิจารณ์ส่วนใหญ่ยังบอกว่าบางฉากมันเป็น PG 13 ด้วยซ้ำ

แต่ยังไงก็ตาม  Prince Caspian เป็นภาพยนตร์ในรอบหลายปีที่มีความโหดถึงขั้นแต่ยังได้รับเรท PG เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

ยังงี้น่าจะมี PG 12 เนอะ 

อีกสาเหตุสำคัญที่น่าจะมีส่วน สำหรับวันเปิดตัวคือ Indiana Jones เข้าอาทิตย์ต่อไป  ในวัน Memorial Day ด้วย

ถามว่าทำไม....เพราะจากโพลสำรวจผู้ชมรอคอยอินดี้ 4 มากที่สุดไงครับ  ก็เขาเว้นช่วงไปสิบกว่าปีได้แหละนั่น...มองอีกที  ดูหนังสองเรื่องสองอาทิตย์ติดก็เสียเงินเหมือนกันเนอะ...คนดูเลยอาจเล็งเรื่องใดเรื่องนึงไว้มากกว่า  ไม่นาร์เนียก็อินดี้  ผลสรุปอาจเป็นอินดี้นั่นแหละ

แต่ 19.3 ล้านยังถือว่าไม่เลว!

เพราะวันที่ 16 พฤษภาเป็นวันเรียน แล้วได้ยินมาว่าเป็นช่วงสอบด้วย  เลยต้องเก็บตัวกัน...เป็นไปได้ที่ฝรั่งเขาดีเลย์ไปดูวันอื่นแทนวันเปิดตัว  นั่นแปลว่าสูญเสียผู้ชมไปแค่วันเปิดตัว

เยี่ยมยังไง...เพราะวันที่สองรายรับมันกระเตื้องขึ้น!

เก็บไป 20.45 ล้านเหรียญ  ทำเงินไปได้สวย 39 กว่าล้านเหรียญ

 

 

โชคดีที่คำวิจารณ์ส่วนใหญ่บอกว่าหนัง Amazing!! 

ลองจิ้มเข้า IMDB ดูครับ 7.8 โหวตจากคน 700 ร้อย  ไม่เลยเลวนิ

หลายคนดูแล้วชอบ...

ชอบกว่าภาคแรก

ชอบ Cinematrography

ชอบ Costume

ชอบ Visual Effects

ชอบ Music

ชอบ Acting ให้เครดิตสี่พี่น้องตัวเด่นเป็นหลัก

แล้ว Ben Barnes ล่ะ ...หลายคนชอบ  บางส่วนไม่ชอบ  ทำไมไม่ชอบ...ก็สำเนียงการพูดพี่เบนไง...อังกฤษจ่าแต่ Spanish พุ่งฝรั่งเขาขัดหู  แต่ก็เค้าเป็นเทลมารีน  ต้องพูดยังงี้ง่ะ   ไม่แปลกนะ 

เอาเป็นว่าหนังประสบความสำเร็จในบันได้ขั้นแรกเรื่องคำวิจารณ์  Hollywood Reporter , New york time , La times , สำนักข่าวใหญ่ๆทั้งหลาย  ชอบพอๆกัน  เสียงเดียวกันบอกว่า  ดีกว่าภาคแรกหลายๆด้าน

แต่ดูก็รู้ว่าดีขึ้นจริง  เห็นบอกว่ามีน้ำตาซึมกลางเรื่องกับท้ายเรื่อง

อยากสปอยนะ  แต่...ไม่ดีกว่า  เหอะๆ

 อาทิตย์หน้าหนังเข้าแล้ว  สุดยอดค๊าบบบบ  ดีใจมาก  รอคอยมาเกือบสามปี แต่เห็นในชาวนาร์เนียมากกว่าแฮะ  รอตั้ง 1300 ปี ทำไปได้ไง  แต่เอาเหอะๆ  29 พฤษภาไปพิสูจน์กันได้ในโรง  

แล้วเชิญพบกับบทวิจารณ์ดุเด็ดเผ็ดมันส์ของข้าน้อยได้ในเร็วๆนี้หลังจากดูหนัง  เป็นแฟนคลับตายยากนาร์เนียก็เถอะ...แต่ส่วนไหนที่มันขัดหูขัดตาล่ะไม่รอดสายตาหรอก หึๆ   (เวอร์ไป)  

สรุปรวมสามวัน

ก็โอเคครับสำหรับรายได้สามวัน  ดิสนีย์อาจจะอึ้งนิดหน่อยกับรายได้ที่ผิดคาด  แต่น่าจะเก็บเงินไปต่อได้ถึงฝั่งอย่างไม่น่ามีปัญหา  ...

เพราะอะไร..ภาคสองถึงถูกมองว่า Let down เรื่อง box office ....เพราะภาคแรกเปิดตัวด้วยรายได้มากกว่าอย่างงั้นหรือ?

ถ้าภาคแรกเปิดตัวด้วยรายได้ 50 ล้านเหรียญ  ดังนั้นภาคสองก็ถือว่าทำได้ดีกว่าสิงั้น?

เปิดตัวไม่ดี  ใช่ว่ารายได้รวมจะไม่ดีครับ

'Things never happens in the same way twice'

Aslan กล่าวไว้

edit @ 18 May 2008 22:57:00 by \Teddy Hamilton/

edit @ 19 May 2008 00:35:06 by \Teddy Hamilton/

edit @ 19 May 2008 00:39:09 by \Teddy Hamilton/

edit @ 19 May 2008 11:22:44 by \Teddy Hamilton/

What is this blog about?

posted on 18 May 2008 22:16 by kawpevensie  in Narnia

What is this blog all about?

It's about everything from my thought , actually.

Why Anna as head pic?

Who is Anna?

Is it all about her?

....

บล็อกนี้เป็นบล็อกเก่านานมากแล้วครับ  Entries ต่างๆเขียนไว้ก็ลบไปหมดแล้วเนื่องจากร้างใหม่หมด  (แอบเสียดายคอมเม้น  55)  

บล็อกนี้คล้ายๆว่าคนเขียนมันอยากเขียนอะไรก็เขียนหมด  เรื่อยเปื่อยไปโน่น  แต่ส่วนใหญ่ๆเน้นๆคือภาพยนตร์นี่แหละ  ฮาๆ  ยังใช้ชื่อหัวบล็อกว่า Summer blockbusters Season อยู่เห็นบ่พี่น้อง

ภาพเฮดที่เห็นอยู่คือ Anna Popplewell  จ้างมาเป็นนางแบบให้กับบล็อก เฮ้ยไม่ใช่!  Anna เป็นสาวอังกฤษในภาพยนตร์ Narnia ...ฝากผลงานการแสดงไว้แล้ว 10 เรื่อง  ข้าพเจ้ามีความชอบส่วนตัวกับนักแสดงคนนี้...

ฝรั่งเขาให้นิยาม Miss Popplewell ว่า

Beautiful blue eyes ...(อ่า  จริงแฮะ )

Nice hair ...(ดูไม่ค่อยเป็น  )

Plump lips ...(เสน่ห์ของเจ้าแม่โจลี่บนใบหน้า Anna )

great physical feature ...(อันนี้มันเห็นกันอยู่โต้งๆ  ใครๆเขาก็มองกัน  กร๊ากก  )

 ชอบตรงที่ว่าฉลาด (เป็นหัวหน้าโรงเรียน , Gcse* ได้ 10 เต็ม) , มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง , ร่าเริง , ยิ้มทุกสถานการณ์ , เป็นตัวของตัวเอง...

haha  ไหนๆก็เกริ่นและ  ไปดูอะไรสักหน่อย

หาซื้อชุดไปงานพรีเมียร์ที่ new york  ...มีการแอบหยิบชุดสีเหลืองสุดเร่าร้อนหน้าอกผ่ากลางปิดอย่างมากแค่ท่อนล่างแล้วบอกว่า "ชุดนี้น่าจะดูน่ารักสำหรับ....คนอื่น" - -"  

สุดท้ายเลือกชุดสีแดง ใส่แล้วดึงมนต์เสน่ห์เก่าๆของฮอลลีวู้ดออกมา

William Moseley กับ Anna ออกรายการ Morning show with Mike and Juliet (รู้สึกวันนั้นคนสัมภาษณ์จะเหลือแค่ Juliet ...Mike หายไปไหนไม่รู้)   พอจูเลียตถามสองคนนี้ให้พูดสำเนียงอเมริกัน...ทั้งคู่งัดฝีมือออกมาเต็มที่  คนดูตบมือให้ Anna ด้วย  สุดยอดจริงๆ  (ปกติฝรั่งเขาก็พูดได้แค่สำเนียงดั้งเดิมของตัวเอง British พูด American ยาก  American พูด British ก็พอๆกัน)

อยากดูวีดีโอนี้ก็ดูได้ที่นี่ >> http://www.mandjshow.com/index.php

ประวัติย่อๆ

เกิด: 16 ธันวาคม 1988  ปัจจุบันอายุ 19 ปี

เป็นลูกสาวคนโตของตระกูล Popplewell  /น้องสาวหนึ่งชื่อ Lulu ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Love Actually / น้องชายหนึ่งชื่อ Freddie ปรากฏตัวใน Peter Pan  รับบทเป็นน้องชายของ Wendy Darling

ผลงานการแสดง / The Little Vampire , Thunderpant , Girl with a pearl earrings , The lion the witch and the wardrobe และอื่นๆ

สีตา/ฟ้า,สีผม/น้ำตาลเข้ม (บางภาพเห็นเป็นน้ำตาลเลยก็มี)

ส่วนสูง/ ไม่แน่ใจ...แต่ช่วงหลังๆมั่นใจว่าสูงประมาณ 165-170  เพราะยืนใกล้ๆ Skanday Keynes (เอ็ดมันด์) แล้วสูงพอๆกัน

ย่อเรียบร้อย ...

ว่าแล้วข้าน้อยก็แว้บหายไปกับสายลม

 

 

 

edit @ 18 May 2008 22:58:32 by \Teddy Hamilton/

edit @ 18 May 2008 22:59:56 by \Teddy Hamilton/

My Prince Caspian Review!!!

posted on 29 May 2008 23:41 by kawpevensie  in Narnia

ในที่สุด...การรอคอยอันเนิ่นนานกว่า 3 ปีก็สิ้นสุดลง (เริ่มพล่าม)  วันนี้ (29 พฤษภาคม) ผมได้ไปดู The Chronicles of Narnia: Prince Caspian มาครับ !!

แบบว่าก่อนเข้าโรงนี่ตื่นเต้นสุดๆ  อันที่จริงจองตั๋วไว้ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ได้รอบ 2 ทุ่ม 25 ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ วันจริงไปถึงประมาณ 5 โมง ไปดูกันหมดทั้งแม่ พี่ และน้อง แล้วเวลา 4 ชั่วโมงที่เหลือก็รอต่อไป  จนกระทั่งได้ฤกษ์เข้าโรงนั่นแหละ  วิ่งกระฉูดไปคนแรก

ตอนแรกนึกว่าจะช็อกคาโรง  แต่ไม่แฮะ 555  

เอาล่ะ...นี่เป็นบทวิจารณ์ของผมครับ  ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผมเป็นแฟนพันธ์แท้ตายยากของหนังสือและหนังชุดนี้   แต่ผมก็หาทั้งข้อดีและข้อเสียของหนังเหมือนกัน....

 

Spoilers Warning!!!

The Story -

...ตัวหนังเปิดด้วยการปรากฏของดาวทาวาร์กับอะลัมบิล  สัญญาณบ่งบอกลางดีของนาร์เนีย  จากนั้นก็พระโอรสของมิราซประสูติล่ะ...

เครดิตเริ่มต้นด้วยการไล่ล่าของทหารเทลมารีนกับแคสเปี้ยน ซึ่งดูไม่ขัดกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่  สักพักจากนั้นก็เกิดอะไรน่าตื่นเต้นนิดหน่อยแล้วเราก็ได้พบกับสี่พี่น้อง  ซึ่งเราจะได้เห็นพัฒนาการภายนอกของทั้งสี่อย่างชัดเจน ฮาๆ  โดยเฉพาะน้องหนูลูซี่ (Georgie Henley) ที่เสียงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ...

ฉากอาถรรพณ์เรียกตัวทั้งสี่ดูรวดเร็วไปนิดหน่อย  ผมคิดไว้อีกแบบนึง  แต่หนังเป็นอีกแบบนึง  ถ้าเทียบกับครั้งแรกที่ลูซี่พบนาร์เนียในตู้เสื้อผ้าแล้ว  มันให้ความรู้สึก "พิศวง" (Wonderous) มากกว่า  ทำให้คนดูบางคนตามไม่ทัน  แล้วกระพริบตาอีกที  สี่ตัวละครหลักก็โผล่ไปไหนแล้วไม่รู้

ช่วงแรกๆของหนังดูค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีเหตุผลของมันเอง  อย่างเช่นฉากพบปราสาทแคร์ พาราเวล ที่ทั้งสี่รู้สึกได้ด้วยเซนส์ว่ามันต้องใช่!! - -" และตัวหมากรุกทองคำที่เคยเล่นกับไว้ก่อนจะกลับบ้านในภาคแรก  และการค้นพบห้องเก็บสมบัติก็ทำได้ดีและมีฟิลอารมณ์ดราม่าแทรก...

ในตอนกลางเรื่องเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น  และดูจะเร้าใจกว่ามากเมื่อเทียบกับหนังสือซึ่งประมาณ 50 หน้ามีแต่การเดินและคุยเดินและคุย   สำหรับผม...ผมว่าฉากพูดคุยระหว่างซูซานกับลูซี่ข้างกองไฟมีฟิลดราม่าลงตัวดีมาก (Touching moment) เราจะได้เห็นวิธีที่ซูซานพยายามทำตัวให้เคยชินกับอังกฤษ และบางที...พยายามลืมนาร์เนีย  แต่ตอนที่พูดว่า  ทำไมเธอคิดว่าพี่ไม่เห็นอัสลาน  เหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่า...ฉันเชื่อเธออยู่ลึกๆ

ฉาก Night Raid ตอนกลางเรื่องเป็นฉากเพิ่มเข้าไปในหนัง (Addition) ที่ดีกว่าฉากข้ามน้ำตกในภาคแรกมาก  เพราะแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของปีเตอร์และบางทีก็แคสเปี้ยนเอง...สุดท้ายลงเอยตามที่ลูซี่คิดไว้...เป็นฉากที่บีบอารมณ์พอสมควรและคะแนนความสงสารชาวนาร์เนียพุ่งแรงติดชาร์ท...อ้อ...คุณจะได้เห็น ความเสียสละอย่างยิ่งใหญ่จากฉากนี้ด้วย

ฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องฉากที่สอง (รวม night raid) คือฉากปะทะระหว่างมิราซและปีเตอร์ (The Single Combat) และฉากสงคราม...สลับกับฉากภารกิจของซูซานและลูซี่ไปตามหาอัสลาน...การมิกซ์ฉากสองฉากเข้าด้วยกันดูไม่ขัดกันดี  แต่หลังจากซูซานพลาดท่าให้ท่าให้ทหารเทลมารีนแล้ว  ดูเหมือน  "พระเอกขี่ม้าขาว" จะโผล่มาอย่างงุ่มง่ามไปสักนิด (Came out of nowhere?!)  ทำให้ดูไม่เร้าใจอย่างที่คาด...แต่มองในแบบของแฟนหนังสือ...หลายคนก็คงบอกเหมือนกันว่า  ซูซานสู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี  การรวบรัดฉากต่อสู้ของเธอกับพวกทหารจึงไม่สะทกสะท้านต่อฉากสำคัญจริงๆอย่างปีเตอร์และมิราซมากนัก  ฉากสงครามถือว่าทำได้สวยงามกว่าภาคแรกอย่างยิ่ง!!  แถมยังเหนือชั้นกว่าเรื่องมุมกล้อง...ยุทธวิถี...และเทคนิคพิเศษ...โดยเฉพาะไอเดียพังดินหยุดสต็อปกองทัพฝ่ายตัวร้ายนี่เจ๋งสุดยอด!  ไร้ที่ติ!..หลังจากฉากสงครามเป็นต้นไป...จะสรุปอย่างงี้แล้วกัน- อัสลานปรากฏตัวในหนังน้อยกว่าภาคแรก (Screen Time)  แต่ยังดูสง่างามสมบูรณ์แบบ  อาจจะดูแก่ลงไปด้วย

- The River God ก็โผล่มาตามเสียงคำรามของอัสลาน  ซึ่งชอบฉากนี้มากๆ  เป็นการฟอร์มตัวที่เพอร์เฟกต์!

- ฉากสถาปนาแคสเปี้ยและฉากอำลาทำได้ซึ้งดี  แต่ยังไม่เศร้า  (ความเห็นส่วนตัว ซึ่งอันที่จริงมันอินกับตอนนี้จนไม่อยากพูดว่าเศร้า!!!  รับไม่ได้ที่ปีเตอร์กับซูจะไม่กลับมา)

The Spirit of the books

ประกอบด้วย Myth and facts  - Faith - Return (ดังที่ Glumpuddle จาก narniaweb กล่าวไว้)  หนังยังรักษาจิตวิญญาณของหนังสือได้ครบถ้วน

เทพนิยายกลายเป็นจริง - การเดินทางผ่านตู้เสื้อผ้าจนถึงอาถรรพ์ทำงานกับสี่พี่น้องทำให้การผจญภัยเริ่มขึ้น ในอีกโลกหนึ่งซึ่งแตกต่างจากโลกของเราโดยสิ้นเชิง  แต่หลังจากทั้งสี่ค้นพบ "บ้าน" ของตัวเอง  โลกนั้นไม่ใช่เทพนิยายอีกต่อไป  แต่เป็นสถานที่ "จริง" สำหรับพวกเขา

ความศรัทธา - ทุกคนมีศรัทธาในรูปแบบของตัวเอง เริ่มจากลูซี่ที่มีศรัทธาแข็งกล้าต่ออัสลาน ขณะที่เอ็ดมันด์ได้รับบทเรียนจากภาคแรกแล้วพบว่าน้องสาวเป็นผู้ที่ถูกเสมอ  ด้านพี่ชายปีเตอร์ในฐานะไฮคิงมีภาระอันยิ่งใหญ่แบกอยู่บนหัว และบางครั้งการตัดสินใจผิดๆนำไปสู่ความบกพร่องในเรื่องต่างๆ  และซูซานที่พยายามจะทำตัวให้ชินกับการอยู่ในอังกฤษดังเดิมให้มากที่สุด แต่ลึกลงไปแล้วเธอยังศรัทธาเสมอ  เพียงแต่มีกำแพงบดบังอยู่เท่านั้น 

การหวนคืน - สี่พี่น้องจะกลับมาหรือไม่...อัสลานจะกลับมาหรือไม่...การหวนคืนเป็นเรื่องราวในภาคสอง  ต่อเนื่องจากความศรัทธา  ชาวนาร์เนียยังเชื่อว่าอัสลานจะกลับมาหรือเปล่า?? ...พวกเขาเคยเห็นไหม?? ...แต่ยามใดก็ตามที่นาร์เนียตกอยู่ในภัยพิบัติ  อัสลานจะกลับมาช่วยไม่ว่ากรณีใดๆ ท้ายสุดราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ก็หวนคืนและช่วยทำให้ความหวังสุดท้าย "หวนคืน" เช่นกัน

The Score

- เยี่ยมครับ Harry Gregson-Williams สร้างสรรค์ดนตรีประกอบที่เร้าใจอีกแล้ว  ชอบมากครับ  การนำธีมเก่าๆจากภาคแรกมาทำให้โทนเก่าๆกลับมาเช่นกัน  โดยส่วนตัวชอบธีมของ Reepicheep มาก!!!  น่ารักสุดๆไปเลย  ชอบมากครับ

The Visual Effects

- เยี่ยมอีกเช่นกัน  ดีกว่าภาคแรก  แปลกใหม่กว่า และคุณจะไม่เคยเห็นอะไรในหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ  แต่ที่ขัดใจคือ เจ้าหนู reep  ปากเล็กนิดเดียวแต่เสียงใหญ่ซะ  แต่ความน่ารักและความกล้าหาญโกยเรทติ้งรวด  ผ่านจ้า...ไอ้ข้อเสียลืมไปเลย

The Cinematrography

งดงามมาก!!  มีสิทธิ์ไปลุ้นออสการ์ปลายปีด้วย  New Zealand สวยจริงๆ 

The Performences

ขอเริ่มที่ Ben Barnes ครับ น้องใหม่ที่ไม่เด็กแต่เล่นแอ๊บเด็กกว่าลูซี่ซะอีก

อินโนเซนส์บ็องแบ็วซะนึกว่าอายุ 15 ...ผมขอชมตรงนี้ เพราะเจ้าชายแคสเปี้ยนควรจะมีลักษณะไร้เดียงสา  โดนเขาหลอกง่ายประมาณนั้น  Ben ทำได้ดีในส่วนนี้  แต่มีบางฉากที่ยังแสดงไม่ได้ฟิลเต็มที่ เลยขัดใจเล็กน้อย  อย่างตอนหัวฟาดต้นไม้  เหมือนจะเจ็บแค่หน้าผาก ไม่จี๊ดถึงสมอง  สติงสตังกลับคืนมาเร็วมาก  ตรงนี้ครับ 

Georgie Henley - โตเป็นเด็กสาวน่ารักแล้วสำหรับรายนี้  ฝีมือการแสดงพัฒนาไปเยอะแบบที่น่าจับตามองไม่แพ้นักแสดงฮอลลีวู้ดรุ่นเดียวกัน 

คาแรกเตอร์ลูซี่คือมีจิตใจแน่วแน่ และกล้าหาญ  เราจะได้เห็นจุดยืนของเธอที่ไม่เหมือนพวกพี่ๆ และนั่นทำให้เธอมีความคิดมากกว่าคนอื่น การตัดสินใจที่ดีกว่าคนอื่น และการมองการณ์ไกลของเด็กตัวเล็กๆ  แม้คนอื่นจะไม่เชื่อเธอ แต่เธอก็ยืนหยัดกับพวกพี่ๆเสมอ  ผมชอบฉากที่ลูซี่ปลอบใจปีเตอร์หลังจากจะสู้กับนางแม่มดแฮกและมนุษย์หมาป่า  น้องคนนี้ไม่เคยมีอคติกับพี่เลย

Skandar Keynes - สแกนดาร์ขโมยซีนแทบทั้งเรื่อง  กร๊าก....!!!  พูดจริงนะเนี่ย  เอ็ดมันด์โดนใจมากภาคนี้...เวลาที่ Skandie พูดประโยคอะไรก็ตามออกมา  คุณรู้สึกได้เลยว่า มันออกมาจากหัวจริงๆ  ไม่ใช่จำบทมาพูด....ส่วนนั้นแหละครับที่ทำให้เอ็ดมันด์มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง และทุกๆฉากที่ออกก็เด็ดตลอด

เสียดายที่มี Screen time ในหนังน้อยที่สุดในบรรดา 5 คน   หวังว่าภาคสามจะปั๊มบทเอ็ดมันด์ให้เด่นมากกว่านี้

William Moseley - ผมมองว่า William มีจุดอ่อนเยอะกว่าคนอื่นเสมอในภาคแรก แต่ภาคสองกลายเป็นว่าเจ้าตัวพิสูจน์ตัวเองให้คนดูเห็นว่า "ผมก็แน่เหมือนกัน"  William แสดงได้โดดเด่นในภาคนี้ครับ  โดยเฉพาะฉาก Night Raid หลังจากที่ชาวนาร์เนียติดกับรอความตายอยู่ในปราสาทมิราซ  อารมณ์ทางสีหน้าของปีเตอร์คืออะไรที่เกินบรรยาย 

เป็นอีกคนที่อนาคตไกล...

Anna Popplewell - ทิ้งท้ายด้วยสาววัย 19 คนนี้  เพราะข้าพเจ้าแอบชอบมาตั้งแต่ภาคแรก 555  (เริ่มชอบเพราะอะไร  เพราะฝีมือครับ) ในภาคนี้ Anna พัฒนาตัวเองไปอีกคนเช่นกัน  และทำได้ดีมาก  เผลอๆจะดีกว่าคนอื่นๆด้วยซ้ำ  เพราะในมุม Cinematrically แล้ว  Anna แสดงได้น่าเชื่อถือและเป็นธรรมชาติมากๆ  ในส่วนของคาแรกเตอร์ก็ทำได้ดี  ฉากที่ผมชอบคือฉากนั่งคุยกับลูซี่รอบกองไฟ  ซูถามว่า "เธอคิดว่าทำไมพี่ไม่เห็นอัสลาน"  และบอกว่า "พี่ใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการอยู่ที่อังกฤษมานานแล้ว"  เป็นซีนที่มีอารมณ์ดราม่าแทรกได้เฉียบมากๆ  และคุณรู้สึกได้เลยว่าความศรัทธาของซูซานอยู่บนขอบกำแพงในใจ คือครึ่งต่อครึ่ง  จะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี ...

ในฉากสงครามก็มีคิวบู๊และได้แสดงความเป็นราชินีอย่างเต็มที่  เด็ดเดี่ยวมั่นคงและไม่หวั่น  ถึงแม้จะขัดกับคาแรกเตอร์ในเรื่องความอ่อนโยน  แต่ในสถานการณ์แบบนี้  เธอทำเพื่อนส่วนรวมอย่างแท้จริง 

ตามลำดับแล้ว ผมปลื้ม...

Skandar

Anna

William/Georgie 

ไม่ใช่ว่าสองคนหลังไม่ดี  แต่ทั้งสี่คนเยี่ยมพอๆกัน เพียงแต่บางฉากยังดูไม่นุ่มนวล...อธิบายยังไงดี ยกตัวอย่างเช่นบทพูด...Skandar กับ Anna ลื่นไหลกับสคริปต์และกล้องมากๆ

Peter Dinalge ในบทคนแคระทรัมพ์คินก็เฉียบมากครับ  โดนทุกฉากเลย  นักแสดงตัวจริงของเรื่อง

Sergio ในบทมิราซก็สวมจิตวิญญาณตัวร้ายในหนังสือได้อย่างยอดเยี่ยม น่าเชื่อถือครับ  ร้ายสมใจ  ทำให้หนังมีโทน "ดุเดือด" ขึ้นเยอะ

 

 ปิดท้ายด้วยภาพโฟโต้ชูทของ Anna Popplewell สองภาพ  ตอนที่ผมเห็น กรามค้างเล็กน้อย...  แต่ภาพสวยดีครับ

 

edit @ 30 May 2008 21:18:04 by \Teddy Hamilton/

edit @ 30 May 2008 21:19:12 by \Teddy Hamilton/

edit @ 30 May 2008 22:05:38 by \Teddy Hamilton/

edit @ 1 Jun 2008 18:22:36 by \Teddy Hamilton/

edit @ 1 Jun 2008 20:23:36 by \Teddy Hamilton/